เครื่องแต่งตัวของบายศรี

บายศรีนั้นเป็นงานประดิษฐ์ที่ต้องมีความสวยงาม จึงทำให้ต้องมีองค์ประกอบมากมายหลายอย่างบนตัวบายศรี ส่วนประกอบแต่ละอย่างกว่าจะนำมาประกอบรวมกันเป็นบายศรีก็ต้องใช้เวลา ทักษะความสามารถเพื่อให้งานออกมามีความปราณีตและสวยงาม เครื่องแต่งตัวบายศรีนั้นมีอยู่หลายแบบเนื่องจากตัวบายศรีเองนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะที่แน่นอนตายตัวนัก โดยเครื่องแต่งตัวของบายศรีนั้นก็มีด้วยกันดังนี้

  1. ดอกตุ้มประดิษฐ์ เป็นการที่เราจำนำดอกไม้ที่มีขนาดดอกเล็กๆ มาทำเป็นตัวพุ่มหรือทำเป็นตุ้ม สามารถทำเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้
  2. อุบะ เป็นการที่เราจะนำดอกไม้มาร้อยเรียงกันในทิศทางที่มีความยาวออกไป โดยดอกไม้ที่เราร้อยเรียงกันยาว ๆ แต่ละอันนั้นจะเรียกมันว่า “ขา” โดยก่อนจะสิ้นปลายอุบะก็จะมี ตอกตุ้ม กลีบเลี้ยงและดอกสวม เรียงอยู่ตามลำดับ
  3. เฟื่อง เป็นลักษณะการร้อยเรียงกันของดอกไม้ในแนวยาวแล้วมีการเชื่อมจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งแล้วก็ปล่อยดอกไม้ที่ร้อยเรียงกันเป็นเส้นยาวนั้นให้ห้อยลงมา มักทำกันโดยให้เฟื่องนี้ลดหลั่นลงมาในแนวระดับ
  4. ตาข่าย เป็นการร้อยเรียงดอกไม้ให้เป็นรูปตาข่าย โดยมักใช้ดอกไม้ที่มีขนาดเหมาะสำหรับการนำมาร้อยเรียงเป็นรูปตาข่าย เช่น ดอกมะลิ ดอกรัก หรือดอกพุดเป็นต้น โดยมักจะสังเกตุเห็นว่าส่วนใหญ่ดอกไม้ที่นำมาร้อยเป็นตาข่ายจะเป็นดอกไม้ขนาดเล็ก
  5. แบบ การทำแบบคือการที่เราได้ตัดใบตองให้เป็นรูปแบบตามที่เราต้องการ จากนั้นก็ตัดเย็บดอกไม้ต่าง ๆ ไปตามตัวแบบซึ่งก็คือใบตองที่เราตัดเป็นตัวแบบไว้นั่นเอง ซึ่งรูปร่างของตัวแบบก็แล้วแต่เราจะจัดทำเองไม่ว่าจะเป็นลายกนก กลีบดอกบัวหรือรูปร่างอื่น ๆ ที่เราต้องการ
  6. มาลัย โดยที่เราจะนำดอกไม้สีสันสวยงามต่าง ๆ มาแยกกลีบ จากนั้นก็นำกลีบที่ได้แยกมาเหล่านี้มาเรียงร้อยเป็นมาลัยให้สวยงามด้วยเหล็กแหลม อาจจะทำเป็นการสลับสีหรือทำเป็นลวดลายก็ได้ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบของตัวผู้ทำมาลัยเองด้วย
  7. ทัดหู เป็นการนำกลีบดอกไม้ต่าง ๆ มาจัดให้เป็นรูปร่างเหลี่ยมหรือกลีบต่าง ๆ โดยมีทั้งทำเป็นกลีบสี่กลีบ ทำเป็นกลีบห้ากลีบหรือทำเป็นกลีบหกกลีบ

การที่เราทำการประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวของบายศรีก็เพื่อที่จะได้เพิ่มความสวยงามของตัวบายศรีไปด้วย แทนที่การมีแค่องค์ประกอบธรรมดาของตัวบายศรีเองเท่านั้น เครื่องแต่งตัวของบายศรีนั้นจะทำให้บายศรีดูเป้นงานประดิษฐ์ที่มีความสวยงามมากยิ่งขึนและยังน่ามองมากขึ้นด้วย

บายศรีให้คติธรรมอะไรบ้าง

เราก็ได้ทราบกันมาบ้างแล้วว่าบายศรีนั้นมีความสำคัญกันอย่างไรบ้าง ทั้งในเรื่องของคุณค่าและประโยชน์มากมาย โดยตัวบายศรีเองก็สามารถที่จะให้คติธรรมดี ๆ แก่เรามากมาย แล้วคติธรรมจากบายศรีที่ว่านั้นจะมีอะไรบ้างสามารถติดตามอ่านได้ด้านล่างนี้กันเลย

คติธรรมที่ได้จากบายศรีที่สอนให้เห็นได้ชัด ๆ ทางพุทธศาสนา คือ สัจธรรม และอนิจจัง โดยที่

-สัจธรรม หมายถึง ความจริงแท้ ความแน่นอนต่าง ๆ

-อนิจจัง หมายถึง ความไม่แน่นอน ความไม่เที่ยง ความไม่จีรังยังยืน ความไม่มันคง สิ่งที่เชื่อมันในวันหน้า อาจจะเชื่อมั่นไม่ได้ในวันหน้า

คติธรรมที่บายศรีสอนเรานั้นเป็นอย่างไร? Gเมื่อเราทำความรู้จักกับ สัจธรรม และอนิจจัง ไปแล้วเรื่องของคติธรรมจากบายศรีจะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่ายดายมากขึ้น มีนิราศสุพรรณของท่านสุทรภู่ที่ได้กล่าวถึงบายศรีแล้วถอดความได้ว่า “บายศรีทั้งหลายที่ท่านพยายามประดิษฐ์ประดอยอย่างตั้งใจและปราณีต คอยดูแลรักษาอย่างทะนุถนอมตลอดจนเสร็จสิ้นพิธี แต่แล้วเมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมท่านกลับทิ้งขว้างบายศรีที่ท่านทำอย่างปราณีตให้ลอยคว้างกลางแม้น้ำ กลายเป็นเพียงใบตองแห้งที่ไม่มีคุณค่าอันใดเลย” เราเห็นได้ว่า บายศรี ที่เราเห็นว่ามันจะมีความสวยงามไปตลอด แต่เพียงแค่เสร็จพิธีก็กลับไม่สวยงามดังบายศรีเช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว กลับกลายเป็นดังใบตองลอยคว้างตามแหล่งน้ำ นี่คือสัจธรรมข้อหนึ่งที่บายศรีสอนเรา

ในระหว่างที่เราทำบายศรี เราต้องมีทั้งสมาธิ ฝีมือ ความรู้ ความปราณีต ความอดทน บายศรีในบางพิธ๊กรรมผู้ทำอาจจะต้องมีการรักษาศีล 8 ไม่พูดคำหยาบด้วย แสดงให้เราเห็นว่าการทำบายศรีนั้นต้องมีความอดทนและองประกอบทั้งหลายที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น บายศรีจึงจะออกมาเป็นผลสำเร็จและสมบูรณ์ สิ่งที่ยั่งยืนในที่นี้คืออะไรกัน? มันก็คือความรู้ ความสามารถ ฝีมือ ความปราณีตและความดีนั่นเองที่ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ใหน แม้ว่าพิธีกรรมเหล่านี้จะจบลงไป แต่ความรู้ ความสามารถ ฝีมือ ความปราณีตและความดี เหล่านี้จะยังคงยั่งยืนต่อไม่ ไม่เสื่อมสลาย

บายศรีเป็นประเพณีที่มีคุณค่ามากมาย บรรพบุรุษของเราตั้งใจจะสร้างประเพณีดีงามนี้เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตได้เข้าใจถึงหลักธรรมอย่างง่ายดาย บายศรีจึงเป็นอุบายของบรรพบุรุษที่จะสั่งสอนให้เราได้รับการปลูกฝังเรื่องธรรม ความอ่อนน้อมต่าง ๆ ความมีสมาธิ ความรับผิดชอบและความอดทนผ่านการซึมซับของประเพณีบายศรีไปอย่างนุ่มนวล เข้าใจ ซึมซับได้อย่างง่ายดาย บายศรีจึงเป็นวัฒนธรรมไทยที่ควรค่าอย่างยิ่งในการอนุรักษ์ให้สืบทอดต่อไป ไม่ให้ถูกยุคสมัยกลืนกินหายไปในอนาคต